การสอบสวนโรคกรณีผู้เสียชีวิตด้วยโรคฉี่หนูด้วยการประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบในเด็กนักเรียน จังหวัดน่าน เดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2568

ผู้แต่ง

  • พัชรินทร์ ตันติวรวิทย์ กองระบาดวิยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • ชูสกุล พิริยะ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • พาคร ทรงพระ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • อชิรญาณ สามภูศรี สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • พิษณุพร สายคำทอน สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

DOI:

https://doi.org/10.59096/wesr.v57i3.7091

คำสำคัญ:

กระบวนการคิดเชิงออกแบบ, การสอบสวนโรค, โรคฉี่หนู, จังหวัดน่าน

บทคัดย่อ

ความเป็นมา : เดือนสิงหาคม 2567 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลน่านว่า พบผู้ป่วยเสียชีวิตสงสัยเลปโตสไปโรสิส 1 ราย เป็นเด็กนักเรียนหญิงอายุ 12 ปี ทีมสอบสวนและควบคุมโรคลงพื้นที่สอบสวนควบคุมโรคโดยประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์–20 มีนาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าใจปัญหาเชิงลึกของเด็กนักเรียนในพื้นที่และออกแบบการป้องกันและควบคุมโรคที่เหมาะสมตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กนักเรียน

วิธีศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยประยุกต์ใช้ความคิดเชิงออกแบบเพื่อเข้าใจปัญหาเชิงลึก โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกนักเรียน ผู้ปกครอง ครู บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ ระดมสมองออกแบบการแก้ปัญหาให้กลุ่มเด็กนักเรียน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลประเด็นหลักเพื่อระบุปัญหาเชิงลึก ระบุกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการตามบริบทของผู้ประสบปัญหาเพื่อออกแบบการป้องกันและควบคุมโรคที่เหมาะสมกับกลุ่มเด็กนักเรียน

ผลการศึกษา : จากการสัมภาษณ์นักเรียนอายุ 10–14 ปี จำนวน 9 คน ผู้ปกครองของเด็กป่วย 3 คน ผู้ปกครองของเด็กไม่ป่วย 3 คน ครู 4 คน บุคลากรทางการแพทย์และผู้นำชุมชน 5 คน พบว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเป็นเด็กนักเรียนอายุ 12 ปี อาศัยอยู่หอพัก กลับบ้านระหว่างโรงเรียนปิด เริ่มป่วยวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ด้วยอาการไข้ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไปโรงพยาบาล 2 ครั้ง อาการหนักมากขึ้น จนเสียชีวิตในวันที่ 9 สิงหาคม 2567 ยืนยันติดเชื้อเลปโตสไปโรสิสจาก Leptospira-Ab IgM จากผลการสอบสวนโรคและการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า กลุ่มเด็กนักเรียนมีความรับรู้เรื่องโรคฉี่หนูน้อย ไม่ทราบอาการของโรค ไม่สามารถวิเคราะห์อาการของตนเองได้ กลัวหมอไม่สามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ต้องการเล่นสนุกกับเพื่อน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับลูก ส่งลูกไปอยู่หอพัก ไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก มีความรู้เรื่องโรคน้อยและไม่สามารถสอนลูกได้ ครูที่โรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์การป้องกันควบคุมโรคหลังจากมีผู้เสียชีวิต ยังขาดความรู้ที่ถูกต้องครบถ้วนในการสื่อสาร ไม่มีสื่อการเรียนการสอนเรื่องโรค บุคลากรทางการแพทย์ตั้งรับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลเป็นหลัก ขาดสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องโรคในการลงปฏิบัติงานในชุมชน การออกแบบมาตรการป้องกันควบคุมโรคเพื่อเด็กนักเรียนต้องมีองค์ประกอบของความสนุก ให้เด็กอายุ 10–14 ปี อยากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เรื่องโรค สามารวิเคราะห์อาการตนเองได้และดูแลป้องกันตนเองได้

สรุปผลการศึกษา : การใช้ความคิดเชิงออกแบบมาประยุกต์ใช้ในการสอบสวนโรคและการเสียชีวิตสามารถทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจปัญหาแบบองค์รวม นำไปสู่การออกแบบการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด คือ การออกแบบเครื่องมือการเรียนการสอนเรื่องโรคฉี่หนูที่ทำให้เด็กนักเรียนเรียนรู้เรื่องโรคอย่างสนุก มีส่วนร่วมกับเพื่อน สามารถเข้าใจรู้อาการของตนเอง ร้องขอความช่วยเหลือได้อย่างทันเวลา ดูแลตนเองเบื้องต้นได้และป้องกันโรคได้อย่างถูกวิธี

เอกสารอ้างอิง

Ministry of Public Health [TH], Department of Disease Control, Division of Epidemiology. Digital Disease Surveillance: Leptospirosis situation in Thailand [internet]. Nonthaburi: Department of Disease Control; [cited 2025 Dec 3]. Available from: https://dvis3.ddc.moph.go.th/#/site/DDC_CENTER_DOE/views/DDS2/sheet33

Hinjoy S. Epidemiology of Leptospirosis from Thai National Disease Surveillance System, 2003-2012. Outbreak, Surveillance, Investigation & Response (OSIR) Journal. 2014;7(2):1–5. doi:10.59096/osir.v7i2.263289

Hinjoy S, Kongyu S, Doung-Ngern P, Doungchawee G, Colombe SD, Tsukayama R, et al. Environmental and Behavioral Risk Factors for Severe Leptospirosis in Thailand. Trop Med Infect Dis. 2019;4(2):79. doi:10.3390/tropicalmed4020079

Phosri A. Effects of rainfall on human leptospirosis in Thailand: evidence of multi-province study using distributed lag non-linear model. Stoch Environ Res Risk Assess. 2022;36(12):4119–32. doi:10.1007/s00477-022-02250-x

Chadsuthi S, Chalvet-Monfray K, Wiratsudakul A, Modchang C. The effects of flooding and weather conditions on leptospirosis transmission in Thailand. Sci Rep. 2021;11(1):1486. doi:10.1038/s41598-020-79546-x

Bazzano AN, Martin J, Hicks E, Faughnan M, Murphy L. Human-centred design in global health: A scoping review of applications and contexts. PLoS One. 2017;12(11):e0186744. doi: 10.1371/journal.pone.0186744.

Roberts JP, Fisher TR, Trowbridge MJ, Bent C. A design thinking framework for healthcare management and innovation. Healthc (Amst). 2016;4(1):11–4. doi: 10.1016/j.hjdsi.2015.12.002.

Wang M, Xu J, Zhou X, Li X, Zheng Y. Effectiveness of gamification interventions to improve physical activity and sedentary behavior in children and adolescents: systematic review and meta-analysis. JMIR Serious Games. 2025;13:e68151. doi:10.2196/68151.

Altman M, Huang TTK, Breland JY. Design Thinking in Health Care. Prev Chronic Dis. 2018;15:E117. doi: 10.5888/pcd15.180128.

Romero V, Donaldson H. Human-centred design thinking and public health education: A scoping review. Health Promot J Austr. 2024;35(3):688–700. doi: 10.1002/hpja.802.

Wang M, Xu J, Zhou X, Li X, Zheng Y. Effectiveness of gamification interventions to improve physical activity and sedentary behavior in children and adolescents: systematic review and meta-analysis. JMIR Serious Games. 2025;13:e68151. doi:10.2196/68151.

Durski KN, Singaravelu S, Naidoo D, Djingarey MH, Fall IS, Yahaya AA, et al. Design thinking during a health emergency: building a national data collection and reporting system. BMC Public Health. 2020;20:1896. doi:10.1186/s12889-020-10018-7.

Huang TT, Aitken J, Ferris E, Cohen N. Design Thinking to Improve Implementation of Public Health Interventions: An Exploratory Case Study on Enhancing Park Use. Design Health (Abingdon). 2018;2(2):236–52. doi: 10.1080/24735132.2018.1541047.

Laochai W, Intarakamhang U, Poonpol P. Development of Health Innovation by Using Design Thinking Process. J Royal Thai Army Nurses [internet]. 2023 [cited 2025 Dec 3];24(2):53–60. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/263234

Malaiyam J, Suriya S, Prommongkol J, Wongsuwanporn S, Wongsanuput S. Development of an innovation for analyzing situations of notifiable communicable diseases in Thailand using a design thinking process. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2025;56(3):e3571. Available from: https://he05.tci-thaijo.org/index.php/WESR/article/view/3571 (in Thai)

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-31

รูปแบบการอ้างอิง

ตันติวรวิทย์ พ., พิริยะ ช., ทรงพระ พ., สามภูศรี อ., & สายคำทอน พ. (2026). การสอบสวนโรคกรณีผู้เสียชีวิตด้วยโรคฉี่หนูด้วยการประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบในเด็กนักเรียน จังหวัดน่าน เดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2568. รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์, 57(3), e7091. https://doi.org/10.59096/wesr.v57i3.7091

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความต้นฉบับ