ประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพการตรวจเต้านมด้วยตนเองต่อทักษะการตรวจเต้านมและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ
คำสำคัญ:
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง; การดูแลสุขภาพเต้านม; โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ; มะเร็งเต้านม; สตรีกลุ่มเสี่ยงบทคัดย่อ
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองต่อทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านม รวมทั้งเปรียบเทียบทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม
รูปแบบและวิธีวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบวัดก่อนและหลังการทดลองร่วมกับกลุ่มเปรียบเทียบ ดำเนินการในสตรีกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านม อายุ 30–70 ปี ที่มีญาติสายตรงลำดับที่ 1 ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม จำนวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด และแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้ การสาธิต การฝึกปฏิบัติการตรวจเต้านมด้วยตนเอง การเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเอง และการติดตามผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลอง สัปดาห์ที่ 8 และสัปดาห์ที่ 12 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) การทดสอบ Independent t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Covariance: ANCOVA)
ผลการศึกษา: ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมในสัปดาห์ที่ 8 และสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)
สรุปผลการศึกษา: โปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ส่งผลให้เพิ่มทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้อย่างมีประสิทธิผล จึงควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการเฝ้าระวังมะเร็งเต้านมในหน่วยบริการปฐมภูมิและระดับชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
ด่านยุทธศิลป์ ช. แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์และการประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ
ส่งเสริมสุขภาพทางการพยาบาล. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 2561;38(2):132-41.
บุญวรรณ ม, นาคะ ข, คงอินทร์ ว. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อทักษะและความ
ยั่งยืนในการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเสี่ยง. ศรีนครินทร์เวชสาร. 2554;26(1):17-24.
ปาณาราช ว, หมู่พยัคฆ์ ก, ปริยทฤฆ ป. ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการตรวจ
เต้านมด้วยตนเองในสตรีวัยรุ่น. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2557;32(1):52-63.
แหวนวงศ์ ณ, ธนศิลป์ ส, นาวีเจริญ ร. ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการ
ป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีกลุ่มแม่บ้านทำความสะอาด. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์.
;35(1):21-36.
คงพัฒนานนท์ น, ลาภวงศ์วัฒนา ป, ชาญสาธิตพร ณ. ผลของโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะแห่งตนกับการ
ฝึกอบรมแบบสอนแนะต่อพฤติกรรมในการป้องกัน ทักษะการดูแล และเฝ้าระวังโรคมะเร็งเต้านมของ
อาสาสมัครสาธารณสุข. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 2563;36(1):112-22.
ตระกูลรัมย์ ส, ไตรทิพย์สมบัติ จ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีอายุ 45
ปี ในเขตชุมชนบ้านห้วยจระเข้ ตำบลหินดาด อำเภอขุนทด จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการ
สคร.9. 2561;24(2):46-56.
ไตรทิพย์สมบัติ จ. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้า
นมในสตรีกลุ่มเสี่ยง. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น. 2562;26(3):13-24.
โถทอง ร, แสงกระจ่าง ศ, สมหารวงค์ ส, พิชัยณรงค์ ณ, สถิวิภาวี ป, ปิติกุลตัง ศ, และคณะ. ปัจจัยที่
สัมพันธ์กับการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือน. วารสารโรคมะเร็ง.
;39(1):16-27.
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. รายงานผลการประเมินพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรี
ไทยภายใต้โครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ต้านภัยมะเร็งเต้านม ปี พ.ศ. 2561. นนทบุรี: กรม
อนามัย; 2561.
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. แนวทางการตรวจคัดกรอง วินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งเต้านม. กรุงเทพฯ: โฆสิต
การพิมพ์; 2560.
Pender NJ, Murdaugh CL, Parsons MA. Health promotion in nursing practice. 7th ed.
Boston: Pearson; 2015.
Taneepanichskul S, Chuemchit M, Wongsasuluk P, Sirichokchatchawan W, Hounnaklang
N, Zongram O, et al. Practice, confidence and continuity of breast self-examination
among women in Thailand during COVID-19 pandemic: a cross-sectional study. BMJ
Open. 2023;13(8):e071306. doi:10.1136/bmjopen-2022-071306.
Shoushtari-Moghaddam E, Shahnazi H, Hassanzadeh A. The effect of educational
intervention based on the PEN-3 model on breast cancer screening behaviors. Front
Public Health. 2023;11:1123888. doi:10.3389/fpubh.2023.1123888.
Bray F, Laversanne M, Sung H, Ferlay J, Siegel RL, Soerjomataram I, et al. Global cancer
statistics 2022: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers
in 185 countries. CA Cancer J Clin. 2024;74(3):229-63. doi:10.3322/caac.21834.
ดาวน์โหลด
ไฟล์ประกอบ
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.