การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ ในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลโพนพิสัย

Main Article Content

เจนจิรา จันทร์อุดม
ธัญวรัตน์ แก้วสวย

บทคัดย่อ

       


การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนัก 2) พัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนักภายใต้ PPSH Model และ 3) ประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการวิจัยใน 3 ระยะ ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยหนัก 17 คน ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และผู้ป่วยในหอผู้ป่วยหนัก 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามสภาพปัญหา แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมของแนวปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ แนวปฏิบัติทางการพยาบาลตาม PPSH Model แบบประเมินความเสี่ยง Braden Scale แบบประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test


            ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 สภาพปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.12, SD = 0.48) โดยด้านที่มีปัญหาสูงที่สุดคือการประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย (x̄ = 3.45, SD = 0.52) รองลงมาคือการจัดการสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ (x̄ = 3.05, SD = 0.41) และการให้ความรู้แก่ญาติและผู้ดูแล (x̄ = 2.89, SD = 0.50) ระยะที่ 2 ได้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลภายใต้ PPSH Model ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Patient-centered Prevention, Proactive Environment Management, Skin Surveillance Monitoring และ Holistic Engagement & Education แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.72 (SD = 0.15) ระยะที่ 3 หลังการใช้แนวปฏิบัติ พบว่าการปฏิบัติตามแนวทางของบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก


3.11 ± 0.48 เป็น 4.40 ± 0.49 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) การได้รับการดูแลเพื่อป้องกันแผลกดทับของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 2.85 ± 0.42 เป็น 4.32 ± 0.37 (p < .001) สัดส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลางต่อการเกิดแผลกดทับลดลงจากร้อยละ 40.0 เป็นร้อยละ 23.3 ไม่พบผู้ป่วยเกิดแผลกดทับรายใหม่ และความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.56, SD = 0.37)


            สรุปได้ว่า PPSH Model เป็นแนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่มีความเหมาะสม ใช้ได้จริง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยหอผู้ป่วยหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับนำไปใช้ต่อเนื่องในบริบทโรงพยาบาลชุมชน และสามารถประยุกต์ใช้ในหน่วยงานที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
จันทร์อุดม เ., & แก้วสวย ธ. (2026). การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ ในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลโพนพิสัย. วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน, 1(1). สืบค้น จาก https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7759
ประเภทบทความ
Articles

เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง

โรงพยาบาลโพนพิสัย. (2567). รายงานอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ หอผู้ป่วยหนัก

ปีงบประมาณ 2565–2567. กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลโพนพิสัย.

ลันธิยา ศรีเทศ, ชลิดา เกิดภิรมย์ และ อวยพร กริ่งรัมย์. (2568). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ

เกิดแผลกดทับใหม่ในผู้ป่วยวิกฤตและโรคหลอดเลือดสมองโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรี

นฤบดินทร์. วชิรสารการพยาบาล, 27(1), 1–15.

วไลพร ปักเคระกา, วุฒิชัย สมกิจ, นิสากร วิบูลชัย, และ สุชัญญ์ญา เดชศิริ. (2565). การพัฒนา

รูปแบบการจัดการทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤตทาง

ศัลยกรรมระบบประสาท. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 33(2), 81–97.

ศรัญญา จุฬารี, จันทร์ทิรา เจียรณัย, ศิริพร เพ็ชรโรจน์, และดวงเนตร ชาติพิมาย. (2566). การ

ดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยวิกฤต: บทบาทพยาบาลวิกฤต. วารสารสุขภาพและการศึกษา

พยาบาล, 29(1), e260853, 1–15.

Bergstrom, N., Braden, B. J., Laguzza, A., & Holman, V. (1987). The Braden Scale

for predicting pressure sore risk. Nursing Research, 36(4), 205–210.

https://doi.org/10.1097/00006199-198707000-00002

Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests.

Psychometrika, 16, 297–334.

Labeau, S. O., Afonso, E., Benbenishty, J., Blackwood, B., Boulanger, C., Brett, S.

J., Carbonneau, E., Coyer, F. M., Deschepper, M., François, G., Honore, P.

M., Jankovic, R., Knauert, M. P., Patton, D., Reeve, J., Rizk, N., Sakr, Y.,

Schwebel, C., Spreux-Varoquaux, O., ... Blot, S. I. (2021). Prevalence,

associated factors and outcomes of pressure injuries in adult intensive

care unit patients: The DecubICUs study. Intensive Care Medicine, 47(2),

–169. https://doi.org/10.1007/s00134-020-06234-9

Li, Z., Lin, F., Thalib, L., & Chaboyer, W. (2020). Global prevalence and incidence

of pressure injuries in hospitalised adult patients: A systematic review and

meta-analysis. International Journal of Nursing Studies, 105, 103546.

https://doi.org/10.1016/j.ijnurstu.2020.103546

Iowa Model Collaborative. (2017). Iowa model of evidence-based practice:

Revisions and validation. Worldviews on Evidence-Based Nursing, 14(3),

–182. https://doi.org/10.1111/wvn.12223

National Pressure Injury Advisory Panel. (2019). Prevention and treatment of

pressure ulcers/injuries: Clinical practice guideline. Author.

Polit, D. F., & Beck, C. T. (2021). Nursing research: Generating and assessing

evidence for nursing practice (11th ed.). Wolters Kluwer.