การพัฒนาหุ่นแขนจำลองระบบเซ็นเซอร์และผลต่อการเรียนรู้ทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาล
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหุ่นแขนจำลองระบบเซ็นเซอร์สำหรับฝึกทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาล และ 2) ศึกษาผลของการใช้หุ่นแขนจำลองระบบเซ็นเซอร์ต่อการเรียนรู้ทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและการตระหนักรู้ต่อตนเอง ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูล ออกแบบ และพัฒนาต้นแบบ พร้อมตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ระยะที่ 2 ทดลองใช้และปรับปรุงต้นแบบ และระยะที่ 3 ประเมินผลโดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 จำนวน 118 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 59 คน กลุ่มทดลองฝึกด้วยหุ่นแขนจำลองระบบเซ็นเซอร์ ส่วนกลุ่มควบคุมฝึกตามเงื่อนไขเปรียบเทียบ เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบประเมินมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมคุณลักษณะของหุ่น ผลต่อการเรียนรู้ และการตระหนักรู้ต่อตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Welch’s independent-samples t-test
ผลการพัฒนาพบว่า หุ่นประกอบด้วยโครงสร้างแขน ผิวสัมผัสยืดหยุ่น ระบบหลอดเลือดและของเหลวจำลอง และระบบเซ็นเซอร์ที่ให้ข้อมูลย้อนกลับเมื่อแทงเข็มถูกตำแหน่ง แทงผิดตำแหน่ง หรือแทงทะลุหลอดเลือด ค่า IOC รายด้านอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าเฉลี่ยรวม 0.87 ก่อนทดลอง คะแนนเฉลี่ยรวมของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (M=4.05, SD=0.64 และ M=3.99, SD=0.64; p=.632) ภายหลังทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (M=4.49, SD=0.52 และ M=4.18, SD=0.64; mean difference=0.32, 95% CI 0.10–0.53, p=.005) แต่คะแนนการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p=.095) ผลรายข้อพบความแตกต่างในด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับของเซ็นเซอร์ ความทนทาน ความสะดวกในการใช้งาน การช่วยประเมินตนเอง และความเหมาะสมในการใช้เป็นสื่อการเรียนรู้
หุ่นแขนจำลองระบบเซ็นเซอร์มีความเหมาะสมสำหรับใช้สนับสนุนการเรียนรู้และการประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์เป็นข้อมูลตามการรับรู้ของผู้เรียน จึงควรศึกษาร่วมกับการประเมินทักษะปฏิบัติแบบปรนัยในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
Alexander M, Corrigan A, Gorski L, Hankins J, Perucca R. Infusion therapy standards of practice. J Infus Nurs. 2019;42(1 Suppl):S1–S224.
World Health Organization. Guidelines for the prevention of bloodstream infections and other infections associated with the use of intravascular catheters: part 1, peripheral catheters. Geneva: World Health Organization; 2024.
Koukourikos K, Tsaloglidou A, Kourkouta L, Papathanasiou IV, Iliadis C, Fratzana A, et al. Simulation in clinical nursing education. Acta Inform Med. 2021;29(1):15–20.
Kim J, Park JH, Shin S. Effectiveness of simulation-based nursing education depending on fidelity: a meta-analysis. BMC Med Educ. 2016;16:152.
Cant RP, Cooper SJ. Use of simulation-based learning in undergraduate nurse education: an umbrella systematic review. Nurse Educ Today. 2017;49:63–71.
Choeichom S, Rujivatanakorn D. Innovation of arm manikin in practicing intravenous fluid administration of nursing students. Rama Nurs J. 2015;21(3):395–409.
Wongprad M, Phonmueang C, Norkaew P, Singwisut S, Donwicha A, Khongkam A, et al. Development of a simulated arm model for practicing intravenous fluid administration among nursing students. Journal of Education, Mahasarakham University. Forthcoming.
Kolb DA. Experiential learning: experience as the source of learning and development. Englewood Cliffs: Prentice Hall; 1984.
ก่อกุศล จันดี, เชษฐาภรณ์ จันทร์เลิศฤทธิ์. ถอดบทเรียนการบริหารจัดการห้องปฏิบัติการเพื่อรองรับการเรียนรู้ภาคทดลอง: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น. วารสารการพยาบาลและสุขภาพชุมชน สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น. 2569;1(1):58–81.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพชุมชน สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##