ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างผลงานวิจัยของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็ง สังกัดกรมการแพทย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย
คำสำคัญ:
พยาบาลวิชาชีพ, การสร้างผลงานวิจัย, ทัศนคติต่อการวิจัย, การรับรู้สิ่งเอื้ออำนวย, ประสบการณ์ทำงาน, โรงพยาบาลมะเร็งบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างผลงานวิจัยของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งสังกัดกรมการแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพจำนวน 236 คน จากโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีและโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีคัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิเครื่องมือเป็นแบบสอบถามประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคลการสร้างผลงานวิจัย ทัศนคติต่อการวิจัยความเชื่อมั่นในตนเอง และการรับรู้สิ่งเอื้ออำนวยในการสร้างผลงานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ
ผลการวิจัย พบว่า ประสบการณ์การทำงาน (AOR = 1.13; 95% CI: 1.08–1.17; p < .001) และทัศนคติต่อการทำวิจัย (AOR = 2.34; 95% CI: 1.10–4.99; p = .028) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างผลงานวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเมื่อประสบการณ์ทำงานเพิ่มขึ้น 1 ปี มีโอกาสสร้างผลงานวิจัยเพิ่มขึ้น 1.13 เท่า และพยาบาลที่มีทัศนคติเชิงบวกมีโอกาสสร้างผลงานวิจัยมากกว่าผู้ที่มีทัศนคติเชิงลบ 2.34 เท่า แบบจำลองมีนัยสำคัญทางสถิติ (Model χ² = 69.709, p < .001) สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 34.2 (Nagelkerke R² = .342)และมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์(Hosmer–Lemeshow test: χ² = 8.373, p = .398) ขณะที่ชั่วโมงการทำงาน ความเชื่อมั่นในตนเอง และการสนับสนุนจากองค์กร ไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมประสบการณ์และการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อการวิจัย เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานวิจัยของพยาบาลวิชาชีพซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลและระบบบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Global strategic directions for nursing and midwifery 2021–2025. Geneva: WHO; 2023.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570). กรุงเทพฯ: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ; 2565.
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. นโยบายและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านการพยาบาล. กรุงเทพฯ: กรมการแพทย์; 2567.
นพวรรณ รื่นแสง, วรวรรณ สโมสรสุข. ปัญหา อุปสรรคและแนวทางการส่งเสริมการดำเนินโครงการวิจัยของผู้รับทุนสนับสนุนโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. ว. วิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2559;11(3):207-218.
เยาวเรศ ก้านมะลิ, นิตยา ดาวเชิญ. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานวิจัยของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลกาฬสินธุ์. ว. โรงพยาบาลมหาสารคาม 2563;17(1):149-160.
Yoo JY, Kim JH, Lee SH. Organizational support and research productivity among clinical nurses. Journal of Nursing Management 2021;29(5):1234–1242.
Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: W.H. Freeman; 1997.
อภิชญา อารีเอื้อ. ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานวิจัยของบุคลากรโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์. ว. สิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2567;9(4):431–436.
สมใจ ศิระกมล, วิภาดา คุณาวิกติกุล. กลไกการวิจัยและนวัตกรรม: กรณีศึกษาการขับเคลื่อนวิชาชีพการพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ. ว. วิจัยสุขภาพและการพยาบาล 2565;38(1):24-33.
Polit DF, Beck CT. Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice. 11th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2021.
Daniel WW, Cross CL. Biostatistics: A foundation for analysis in the health sciences. 11th ed. New York: Wiley; 2018.
Tuppal CP, Vega PD, Gallardo Ninobla MMG, Reñosa MD, Al-Battashi A, Arquiza G, et al. Revisiting the barriers to and facilitators of research utilization in nursing: A systematic review. Nurse Media J Nurs 2019;9(1):90–102.
Wenke R, Mickan S, Bisset L. What influences allied health research capacity. BMC Health Serv Res 2017; 17:1–15.
Saunders H, Vehviläinen-Julkunen K. Nurses’ evidence-based practice beliefs and implementation: a systematic review. Worldviews Evid Based Nurs 2016;13(5):321–330.
Mathieson K, Grande G, Luker K. Implementation of evidence-based practice in nursing: a systematic review. Int J Nurs Stud 2019; 91:64–76.
Melnyk BM, Fineout-Overholt E. Evidence-based practice in nursing & healthcare: A guide to best practice. 4th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2019.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ตีพิมพ์ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการแพทย์โรงพยาบาลสกลนคร การคัดลอกเพื่อพัฒนาเชิงวิชาการต้องได้รับการอ้างอิงอย่างถูกต้อง