ปัจจัยที่มีผลต่อการเริ่มยารักษาวัณโรคปอด ในผู้ป่วยวัณโรคปอดโรงพยาบาลทุ่งสง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวินิจฉัยวัณโรคปอดยังคงเป็นปัญหาสำคัญในโรงพยาบาลทุ่งสง ซึ่งยังคงใช้เกณฑ์การวินิจฉัยจากประวัติ ภาพถ่ายรังสี และยืนยันผลการตรวจด้วยผลเสมหะย้อมสีทนกรด (AFB) การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย ที่มีผลต่อการเริ่มการรักษาวัณโรคปอดภายในระยะเวลา 3 วันทำการ ภายหลังผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลทุ่งสง โดยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ขึ้นทะเบียนรักษาระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566 จำนวนทั้งสิ้น 180 ราย วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประชากร อาการทางคลินิก ผลการตรวจเสมหะด้วยการย้อมสีทนกรด (AFB) ผลการตรวจอณูชีววิทยา Xpert MTB/Rif ผลการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอกและการตัดสินใจเริ่มการรักษาโดยแพทย์อายุรกรรม กับระยะเวลาการเริ่มยาต้านวัณโรค โดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา การทดสอบของฟิสเชอร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก
ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วย 76 ราย (ร้อยละ 42.22) ได้รับการเริ่มการรักษาภายใน 3 วัน และ 104 ราย (ร้อยละ 57.78) เริ่มการรักษาหลัง 3 วัน การตรวจเสมหะย้อมสีทนกรด (AFB) พบเชื้อวัณโรค และการวินิจฉัย โดยอายุรแพทย์ เป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับการเริ่มการรักษาภายใน 3 วัน (p < 0.05) ในขณะที่อาการทางคลินิกและผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ให้ผลรวดเร็วและความมั่นใจในการตัดสินใจของแพทย์ มีบทบาทสำคัญต่อการเริ่มการรักษาวัณโรคปอดอย่างทันท่วงที ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดการแพร่กระจายเชื้อและสนับสนุนเป้าหมายยุทธศาสตร์ยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อคิดเห็นและเนื้อหาที่ปรากฏในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้แต่งแต่ละท่าน มิได้สะท้อนถึงทัศนะของวารสารหรือหน่วยงาน/สถาบันต้นสังกัด ความถูกต้องและข้อผิดพลาดใด ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งโดยเฉพาะ
การนำบทความ เนื้อหา ข้อมูล หรือภาพประกอบไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ในลักษณะอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิจัยทางการแพทย์ การพยาบาลและสาธารณสุข โดยโรงพยาบาลทุ่งสง ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
กองวัณโรค. แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ.2564. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2564.
กมล แก้วกิติณรงค์, วรพงศ์ นาสมทรง, กำพล สุวรรณพิมลกุล, ณสิกาญจน์ อังคเศกวินัย, อัญชลี อวิหิงสานนท์, วิภา รีชัยพิชิตกุล, และคณะ. แนวทางเวชปฏิบัติวัณโรคระยะแฝง พ.ศ.2566. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2566.
มยุรา กุสุมภ์, ศรีประพา เนตรนิยม, เพชรวรรณ พิ่งรัศมี, ผลิน กมลวัทน์, อังคณา ฉายประเสริฐ, สุรัคเมธ มหาศิริมงคล, และคณะ. แนวทางบริหารจัดการและการปฏิบัติทางห้องปฏิบัติการด้านวัณโรค. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2562.
พุทาธาอาตย์ ว. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล่าช้าในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะพบเชื้อรายใหม่จังหวัดบึงกาฬ. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2560;10(3):65–75.
Kant S, Singh AK, Parmeshwaran GG, Haldar P, Malhotra S, Kaur R. Delay in initiation of treatment after diagnosis of pulmonary tuberculosis in a primary health care setting: eight year cohort analysis from district Faridabad, Haryana, North India. Rural Remote Health. 2017;17(3):4158. doi: 10.22605/RRH4158.
Paynter S, Hayward A, Wilkinson P, Lozewicz S, Coker R. Patient and health service delays in initiating treatment for patients with pulmonary tuberculosis: retrospective cohort study. Int J Tuberc Lung Dis. 2004;8(2):180–5.
Ji H, Xu J, Wu R, Chen X, Lv X, Liu H, et al. Cut-off points of treatment delay to predict poor outcomes among new pulmonary tuberculosis cases in Dalian, China: a cohort study. Infect Drug Resist. 2021;14:5521–30. doi: 10.2147/IDR.S346375.
Gebreegziabher SB, Bjune GA, Yimer SA. Total delay is associated with unfavorable treatment outcome among pulmonary tuberculosis patients in West Gojjam Zone, Northwest Ethiopia: a prospective cohort study. PLoS One. 2016;11(7):e0159579. doi: 10.1371/journal.pone.0159579.
Roberts DJ, Mannes T, Verlander NQ, Anderson C. Factors associated with delay in treatment initiation for pulmonary tuberculosis. ERJ Open Res. 2020;6(1):00161-2019. doi: 10.1183/23120541.00161-2019.
Peduzzi P, Concato J, Kemper E, Holford TR, Feinstein AR. A simulation study of the number of events per variable in logistic regression analysis. J Clin Epidemiol. 1996;49(12):1373–9.
Vittinghoff E, McCulloch CE. Relaxing the rule of ten events per variable in logistic and Cox regression. Am J Epidemiol. 2007;165(6):710–8.