แนวทางการเขียนอ้างอิงแบบ Vancouver ของ JMNPR

แนวทางการเขียนเอกสารอ้างอิง
วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข (Journal of Medicine, Nursing and Public Health Research)  กำหนดให้ผู้เขียนบทความใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบตัวเลขตามหลักเกณฑ์ Vancouver Style ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ วารสารได้มีการปรับรายละเอียดบางประการให้เหมาะสมกับรูปแบบการตีพิมพ์ของวารสาร เพื่อความกระชับ เป็นระบบ และเอื้อต่อการตรวจสอบแหล่งข้อมูล โดยการอ้างอิงประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. การอ้างอิงในเนื้อหา (In-text citation)
2. เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ (References)
รายละเอียดการจัดทำการอ้างอิงของวารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข (JMNPR) มีดังนี้

1. การอ้างอิงในเนื้อหา (In-text Citation)
การอ้างอิงในเนื้อหาเป็นกระบวนการสำคัญที่ใช้ระบุแหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาใช้ประกอบในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบที่มาของข้อมูลได้อย่างโปร่งใส และช่วยป้องกันการลอกผลงาน (plagiarism) การอ้างอิงของวารสารโรงพยาบาลทุ่งสงใช้รูปแบบ Vancouver แบบตัวเลข (Numeric citation) โดยกำกับหมายเลขอ้างอิงด้วยตัวเลขอารบิก เช่น 1, 2, 3 ซึ่งจะเรียงตามลำดับที่ปรากฏในเนื้อหา ไม่เรียงตามตัวอักษรหรือชื่อนักเขียน
  1. เมื่อมีการอ้างอิงครั้งแรก จะกำหนดหมายเลขให้ เช่น 1
  2. หากอ้างอิงแหล่งเดิมอีกครั้ง ไม่ต้องให้หมายเลขใหม่ ให้ใช้หมายเลขเดิม
  3. ตัวเลขต้องตรงกับรายการในส่วน “References” ท้ายบทความ
  4. ให้วางเลขอ้างอิงใน วงเล็บเหลี่ยม (Brackets) เช่น [1] วางหลังคำหรือประโยคที่อ้างอิงและเว้นวรรคหนึ่งเคาะก่อนวงเล็บ
รูปแบบการอ้างอิงในเนื้อหา
1.1 การอ้างอิงแบบเน้นผู้เขียน (Author–prominent citation)
ใช้เมื่อผู้เขียนต้องการเน้น “ชื่อผู้วิจัย” ให้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา เช่น เป็นผู้ดำเนินการศึกษา หรือผู้เสนอแนวคิด
หลักการเขียน
  1) ระบุชื่อผู้เขียน (ชื่อจริงไม่ต้องแปลเป็นอังกฤษ)
  2) ใส่หมายเลขอ้างอิงตามหลังชื่อ โดยเว้นวรรคหนึ่งเคาะก่อนวงเล็บ
  3) ใช้เมื่อ “ผู้เขียน” เป็นจุดสำคัญที่ต้องการกล่าวถึง
ตัวอย่าง
การรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส การให้กำลังใจและกระตุ้นให้ผู้ได้รับยาต้านเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ป่วยทุกกลุ่มของจำนวนเม็ดเลือดขาวซีดี 4 เมื่อเริ่มยา ตอบสนองต่อยาได้ดีพอกัน ซึ่งตรงกันกับการศึกษาของธีรพล สุขมาก, อารี สุภาวงศ์, เพียงใจ ตัณฑชนและศุภลักษณ์ จิตนาธรรม [11].
1.2 การอ้างอิงแบบเน้นเนื้อหา (Information–prominent citation)
ใช้เมื่อผู้เขียนต้องการเน้น “ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือผลการศึกษา” มากกว่าชื่อผู้วิจัย
หลักการเขียน
  1) วางหมายเลขอ้างอิงหลังข้อความหรือประโยคที่ต้องการอ้าง โดยเว้นวรรคหนึ่งเคาะก่อนวงเล็บ
  2) เหมาะเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องระบุชื่อผู้วิจัยในเนื้อหา
ตัวอย่าง
ในปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease, CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีการดำเนินของโรคไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (end-stage renal disease, ESRD) ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตและการปลูกถ่ายไต (renal replacement therapy) จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีความชุกของโรคจากร้อยละ 12.3 ของประชากรในปี พ.ศ.2531-2537 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14 ของประชากรในปี พ.ศ.2548-25531 [2] ซึ่งไม่แตกต่างจากสถิติในปี พ.ศ.2560-2563 [3]

1.3 การอ้างอิงหลายรายการพร้อมกัน
หลักการเขียน
  1) หากเป็น ช่วงตัวเลขต่อเนื่อง เช่น 3,4,5 ให้เขียนเป็น 3–5
  2) หาก ไม่ต่อเนื่องกัน เช่น 2,5,7 ให้เขียนเป็น 2,5,7
  3) หากต้องการอ้างอิง “หลายแหล่งข้อมูลประกอบแนวคิดเดียวกัน” สามารถใส่กลุ่มเลขไว้ภายหลังประโยคเดียวได้
ตัวอย่าง
การศึกษาล่าสุดในลักษณะการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ที่ได้จากการรวบรวม 100 รายงานในผู้ป่วยจำนวน 6,908,440 คน พบว่ามีความชุกของโรคไตเรื้อรังในระยะ 1-5 ร้อยละ 13.4 และในระยะ 3-5 ร้อยละ 10.6 [5,6] ดังนั้นจากความชุกดังกล่าว สามารถอนุมานได้ว่าประชากรทั่วโลกเป็นโรคไตเรื้อรังในระยะ 1-5 เป็นจำนวนถึง 843.6 ล้านคน ในปี พ.ศ. 25627 ส่วนอุบัติการณ์และความชุกของโรคไตในประเทศไทย จากข้อมูลการศึกษาผู้ป่วยโรคไตในระยะก่อนการฟอกเลือด [3,8-11] พบว่า ความชุกของโรคไตเรื้อรังพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 4.6 [9] จนถึงร้อยละ 17.5 [3]

1.4 ตำแหน่งการวางตัวเลขอ้างอิง
เพื่อความสม่ำเสมอ ควรปฏิบัติดังนี้
  1) วางหมายเลขอ้างอิง หลังประโยคหรือข้อความที่อ้าง โดยวางก่อนเครื่องหมายจบประโยค เช่น “...ได้อย่างมีนัยสำคัญ [1].”
  2) หากเป็นข้อความที่อยู่ในเครื่องหมายวงเล็บ สามารถวางเลขอ้างอิงนอกวงเล็บได้
  3) หลีกเลี่ยงการแทรกตัวเลขในตำแหน่งที่ทำให้การอ่านไม่ลื่นไหล
ตัวอย่าง
ซึ่งในบางประเทศอาจพบได้มากจนถึงขั้นที่เรียกว่ามีการแพร่ระบาดของโรค การตรวจเนื้อไตมีลักษณะของโรคเป็น chronic interstitial nephropathy เช่น รายงานจากประเทศศรีลังกา ซึ่งเรียกว่า CKD of unknown cause (CKDu) [20] หรือรายงานจากประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง ที่เรียกว่า Mesoamericannephropathy [21] เป็นต้น

2. เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ (References)
เอกสารอ้างอิงท้ายบทความเป็นการจัดเรียงรายการอ้างอิงตามลำดับตัวเลขที่ใช้ในเนื้อหา ได้แก่ 1, 2, 3, 4, … โดยหมายเลขที่ปรากฏในส่วน References จะต้องตรงกับหมายเลขอ้างอิงในเนื้อหาเสมอ ทั้งนี้ รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงจะขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสาร เช่น บทความวารสาร หนังสือ รายงานราชการ วิทยานิพนธ์ หรือเอกสารออนไลน์ เป็นต้น หากเอกสารอ้างอิงเป็นภาษาไทยให้อ้างอิงเป็นภาษาไทย

2.1 หลักการเขียนเอกสารอ้างอิงตาม Vancouver Style
2.1.1 การเขียนชื่อผู้เขียน (Authors)
กรณีเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อขึ้นก่อนตามด้วยนามสกลุ แต่ในกรณีเป็นภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลขึ้นก่อนตามด้วยอักษรย่อของชื่อต้นและอักษรย่อชื่อกลาง (ถ้ามี) โดยไม่ใช้จุดคั่นระหว่างอักษร เช่น
ชื่ออ้างอิงภาษาไทย ชื่ออ้างอิงภาษาอังกฤษ
ธีรพล สุขมาก Sukmark T
พรทิพย์ รัตนบุรี Rattanaburi P
ปียาวรรณ์ สงชู Songchu P
สิมิลัน คีรีศรี Kirisri S
ปริศนา มณีฉาย Maneechai P
กษมาพร เที่ยงธรรม Thiengtham K
หมายเหตุ: -ในกรณีภาษาอังกฤษใช้อักษรแรกของชื่อเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ
2.1.2 ผู้เขียนหลายคน
1) ระบุได้ไม่เกิน 6 คนแรก
2) หากมีมากกว่า 6 คน ให้ใส่ “และคณะ” (et al.กรณีวารสารภาษาอังกฤษ) หลังผู้เขียนคนที่ 6
ตัวอย่าง : มุทิตา พนาสถิตย์, นันทิกา ทวิชาชาติ, พวงสร้อย วรกุล. ภาวะพุทธิปัญญาของผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรังที่เข้ารักษาแบบผู้ป่วยนอก แผนกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2551;52(1):1-15.
2.1.3 ผู้เขียนที่เป็นนิติบุคคล
ให้ระบุหน่วยงานใหญ่ก่อน ตามด้วยหน่วยงานรอง เช่น
1) World Health Organization, Epidemiology Division.
2) Mahidol University, Faculty of Nursing.
2.1.4 ชื่อเรื่องที่มีชื่อรอง (Subtitle)
ใช้เครื่องหมาย ทวิภาค (:) คั่นและเว้น 1 เคาะ เช่น
1) Nausea and vomiting: mechanisms and management.
2) Statin-induced self-management theory: a review and update.
2.1.5 ครั้งที่พิมพ์ของหนังสือ (Edition)
ใส่เฉพาะ ตั้งแต่ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป เช่น
1) 2nd ed.
2) 3rd ed.
2.1.6 สถานที่พิมพ์และสำนักพิมพ์ (สำหรับหนังสือ)
(1) เมือง – สำนักพิมพ์ – ปี
1) New York: McGraw-Hill; 2013.
2) Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2014.
3) Libertyville (IL): Hollister; 2009.
(2) ตัดคำประกอบ เช่น Inc., Co., Ltd
1) Hollister Incorporated → Hollister
2) Lexi-Comp, Inc. → Lexi-Comp
(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นหน่วยงาน
1) Nonthaburi: Department of Disease Control; 2019.
2) Geneva: World Health Organization; 2012.
2.1.7 เลขหน้า (Pages)
ให้เขียนเลขหน้าแรก–สุดท้าย โดยย่อเลขซ้ำด้านหน้า เช่น
หน้าเต็ม รูปแบบ Vancouver
10–18 10–8
1098–1105 1098–105
S104–S111 S104–11
105e–117e 105e–17e

ตัวอย่างอ้างอิงที่ประกอบด้วยชื่อผู้เขียนไม่เกิน 6 คน
(ตัวอย่างแบบบทความวารสาร: Journal Article)
1. ธณัชช์นรี สโรบล, โชคชัย โชคภัทรชัย, สุมิตรพร จอมจันทร, สมพร สิทธิสงคราม, นิตยา บุญลือ. ผลของโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มต่อความสามารถในการปรับตัวของผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ 2563;5(12):445-61.
2. Picardeau M, Bertherat E, Jancloes M, Skouloudis AN, Durski K, Hartskeerl RA. Rapid tests for diagnosis of leptospirosis: current tools and emerging technologies. Diagnostic microbiology and infectious disease. 2014 Jan 1;78(1):1-8.

รูปแบบการอ้างอิงเอกสารประเภทต่าง ๆ
I. บทความวารสาร (Journal Articles)
คำอธิบายหลักสำหรับบทความวารสาร
การอ้างอิงบทความวารสารต้องเรียงตามลำดับที่อ้างในเนื้อหา โดยรูปแบบขึ้นกับว่า
1) วารสารใช้เลขหน้าแบบต่อเนื่องทั้งเล่ม หรือ
2) ขึ้นหน้าใหม่ทุกฉบับ
3) อยู่ในรูปแบบฉบับพิเศษหรือ Supplement
4) เผยแพร่แบบออนไลน์ หรือมี DOI
5) สำหรับบทความภาษาไทยต้องแปลชื่อบทความและชื่อวารสารเป็นภาษาอังกฤษ และใส่ (in Thai)

1.1 วารสารฉบับปกติ
1.1.1 วารสารที่มีเลขหน้าต่อเนื่องกันทั้งปี (Continuous Pagination)
คำอธิบาย
วารสารบางฉบับใช้เลขหน้าเรียงต่อเนื่องตั้งแต่ฉบับที่ 1 ของปีจนจบ เช่น 1–100, 101–200 ในกรณีนี้ ไม่ต้องใส่เลขฉบับ (issue) ให้ระบุเฉพาะ volume และเลขหน้า
รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่:หน้าแรก–หน้าสุดท้าย.
ตัวอย่าง
Polsook R, Aungsuroch Y, Thanasilp S. Factors predicting medication adherence
among Thai post myocardial infarction patients. J Health Res. 2013;27:211-6.

1.1.2 วารสารที่เลขหน้าไม่ต่อเนื่อง (มีการขึ้นหน้าใหม่ทุกฉบับ)
คำอธิบาย
ถ้าทุกฉบับในปีนั้นเริ่มหน้าใหม่ เช่น 1–50, 1–40, 1–60 ต้องระบุเลข ฉบับ (issue) ไว้ในวงเล็บถัดจากปีที่ และก่อนเลขหน้า
รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับที่):หน้าแรก–หน้าสุดท้าย.
ตัวอย่าง
Niwathayakul K, Homvijitkul J, Khow O, Sitprija V. Leptospirosis in northeastern Thailand: hypotension and complications. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2002;33(1):155-60.

1.2 วารสารฉบับเสริม (Supplement)
คำอธิบาย
วารสารบางฉบับตีพิมพ์เล่มพิเศษ เช่น Supplement ของ Volume หรือ Supplement ของ Issue
ซึ่งมักใช้ตัวอักษร S นำหน้าเลขหน้า เช่น S1–S20
รูปแบบที่ 1: Supplement ของเล่ม (Suppl)
ปี;ปีที่ Suppl X:Sหน้า–Sหน้า.
ตัวอย่าง
Chittinandana A, Chailimpamontree W, Chaloeiphap P. Prevalence of chronic kidney disease in Thai adult population. J Med Assoc Thai. 2006 Aug;89 Suppl 2:S112-20.
รูปแบบที่ 2: Supplement ของฉบับ (Issue with Supplement)
ปี;ปีที่(ฉบับที่ Suppl X):Sหน้า–Sหน้า.
ตัวอย่าง
Glauser TA. Integrating clinical trial data into clinical practice. Neurology. 2002 Jun 25;58(12 Suppl 7):S6-12.

1.3 บทความวารสารออนไลน์ (E-Journal / Online First)
คำอธิบาย
ใช้ในกรณีบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์วารสาร หรือฐานข้อมูล และมีลิงก์ให้เข้าถึงรูปแบบเหมือนบทความปกติ แต่ต้องเพิ่ม Available from: URL
รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับ):หน้า–หน้า. Available from: URL

ตัวอย่าง
Lavelle P. Mental state of the nation. Health matters [document on the Internet]. ABC online; 2005 May 19 [cited 2005 Jul 1]. Available from: http://abc.net.au/health/features/mentalstate/.

1.4 บทความที่มี DOI
คำอธิบาย
บทความที่มี DOI ต้องใส่ DOI ต่อท้ายเลขหน้าหากมี PMID สามารถใส่ต่อได้ ไม่บังคับ
รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับ):หน้า–หน้า. doi: org/xxxxx
ตัวอย่าง
1. Siegel CH, Sammaritano LR. Systemic Lupus Erythematosus: A Review. JAMA 2024;331(17):148-91. doi: 10.1001/jama.2024.2315.
2. Chung JB, Brudno JN, Borie D, Kochenderfer JN. Chimeric antigen receptor T cell therapy for autoimmune disease. Nat Rev Immunol 2024;24(11):830-45. doi: 10.1038/s41577-024-01035-3.

II. หนังสือ (Books)
2.1 หนังสือทั้งเล่ม
คำอธิบาย
ระบุผู้เขียน ชื่อหนังสือ ครั้งที่พิมพ์ เมือง สำนักพิมพ์ และปี
รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมือง: สำนักพิมพ์; ปี.
ตัวอย่าง
Wilkinson IB, Raine T, Wiles K, Goodhart A, Hall C, O’Neill H. Oxford handbook of clinical medicine. 10th ed. Oxford: Oxford University Press; 2017.

2.2 บทหนึ่งในหนังสือ (Chapter in Book)
คำอธิบาย
อ้างเฉพาะบท ใช้ชื่อผู้เขียนบท แล้วใส่ “In:” ตามด้วยบรรณาธิการ
รูปแบบ
ผู้เขียนบท. ชื่อบท. In: บรรณาธิการ, editors. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมือง: สำนักพิมพ์; ปี. p.หน้า–หน้า.
ตัวอย่าง
Spicker P. Austerity and poverty. In: Bent G, editor. Handbook on austerity, populism and the welfare state. Cheltenham (UK): Edward Elgar Publishing; 2021. p. 142-153.

III. วิทยานิพนธ์ (Thesis / Dissertation)
คำอธิบาย
การอ้างอิงวิทยานิพนธ์ เป็นการระบุแหล่งที่มาของผลงานทางวิชาการซึ่งเป็นงานวิจัยขั้นสูงที่จัดทำขึ้นเพื่อสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้แก่
1. โครงงานระดับปริญญาตรี (Senior Project)
2. วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท (Thesis)
3. ดุษฎีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก (Dissertation)
เอกสารประเภทนี้มักจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ห้องสมุด หรือคลังปัญญาดิจิทัล และมีความสำคัญทางวิชาการ เนื่องจากเป็นงานวิจัยต้นฉบับที่ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาอย่างเป็นระบบ สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งอ้างอิงทางทฤษฎี วิธีวิจัย หรือผลการศึกษาในการเขียนบทความทางวิชาการและงานวิจัยอื่น
สิ่งสำคัญที่ต้องระบุในการอ้างอิงวิทยานิพนธ์
การอ้างอิงวิทยานิพนธ์ตามหลัก Vancouver ควรระบุข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสืบค้นแหล่งที่มาได้อย่างถูกต้องและชัดเจน โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
1. ชื่อผู้แต่ง
ระบุชื่อ–นามสกุลของผู้จัดทำวิทยานิพนธ์ หากเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อภาษาไทย
2. ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์
ระบุชื่อเรื่องเต็มตามต้นฉบับ โดยใช้ภาษาตามภาษาของเอกสาร
3. ประเภทของผลงาน
ระบุชนิดของผลงานในวงเล็บเหลี่ยม เช่น
1) [วิทยานิพนธ์] สำหรับปริญญาโท
2) [ดุษฎีนิพนธ์] สำหรับปริญญาเอก
3) [โครงงาน] สำหรับปริญญาตรี
4. สถานที่พิมพ์
ระบุชื่อจังหวัดหรือเมืองที่ตั้งของสถาบันการศึกษา
5. ชื่อสถาบันการศึกษา
ระบุชื่อมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่รับรองผลงาน
6. ปีที่สำเร็จการศึกษา
ระบุปี พ.ศ. สำหรับเอกสารภาษาไทย
ตัวอย่าง
1. พรทิพย์ รัตนบุรี. ผลของโปรแกรมการโค้ชแบบโกรว์ของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นต่อสมรรถนะการปฏิบัติราชการของพยาบาลวิชาชีพจบใหม่ โรงพยาบาลทุ่งสง [วิทยานิพนธ์]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2564.
2. ปริศนา มณีฉาย. ผลของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ โรงพยาบาลทุ่งสง [ดุษฎีนิพนธ์]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2564.