แนวทางการเขียนอ้างอิงแบบ Vancouver ของ JMNPR

แนวทางการเขียนเอกสารอ้างอิง

ปรับปรุงล่าสุด: 23 สิงหาคม 2569

วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข (Journal of Medicine, Nursing and Public Health Research) กำหนดให้ผู้เขียนบทความใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบตัวเลขตามหลักเกณฑ์ Vancouver Style ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ วารสารได้มีการปรับรายละเอียดบางประการให้เหมาะสมกับรูปแบบการตีพิมพ์ของวารสาร เพื่อความกระชับ เป็นระบบ และเอื้อต่อการตรวจสอบแหล่งข้อมูล โดยการอ้างอิงประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. การอ้างอิงในเนื้อหา (In-text citation)
2. เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ (References)
รายละเอียดการจัดทำการอ้างอิงของวารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข (JMNPR) มีดังนี้

1. การอ้างอิงในเนื้อหา (In-text Citation)

การอ้างอิงในเนื้อหาเป็นกระบวนการสำคัญที่ใช้ระบุแหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาใช้ประกอบในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบที่มาของข้อมูลได้อย่างโปร่งใส และช่วยป้องกันการลอกผลงาน (plagiarism) การอ้างอิงของวารสารโรงพยาบาลทุ่งสงใช้รูปแบบ Vancouver แบบตัวเลข (Numeric citation) โดยกำกับหมายเลขอ้างอิงด้วยตัวเลขอารบิก เช่น 1, 2, 3 ซึ่งจะเรียงตามลำดับที่ปรากฏในเนื้อหา ไม่เรียงตามตัวอักษรหรือชื่อนักเขียน
1. เมื่อมีการอ้างอิงครั้งแรก จะกำหนดหมายเลขให้ เช่น 1
2. หากอ้างอิงแหล่งเดิมอีกครั้ง ไม่ต้องให้หมายเลขใหม่ ให้ใช้หมายเลขเดิม
3. ตัวเลขต้องตรงกับรายการในส่วน “References” ท้ายบทความ
4. ให้วางเลขอ้างอิงใน วงเล็บเหลี่ยม (Brackets) เช่น [1] วางหลังคำหรือประโยคที่อ้างอิงและเว้นวรรคหนึ่งเคาะก่อนวงเล็บ
รูปแบบการอ้างอิงในเนื้อหา

1.1 การอ้างอิงแบบเน้นผู้เขียน (Author–prominent citation)

ใช้เมื่อผู้เขียนต้องการเน้น “ชื่อผู้วิจัย” ให้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา เช่น เป็นผู้ดำเนินการศึกษา หรือผู้เสนอแนวคิด
หลักการเขียน
1) ระบุชื่อผู้เขียน (ชื่อจริงไม่ต้องแปลเป็นอังกฤษ)
2) ใส่หมายเลขอ้างอิงตามหลังชื่อ โดยเว้นวรรคหนึ่งเคาะก่อนวงเล็บ
3) ใช้เมื่อ “ผู้เขียน” เป็นจุดสำคัญที่ต้องการกล่าวถึง
ตัวอย่าง
การรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส การให้กำลังใจและกระตุ้นให้ผู้ได้รับยาต้านเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ป่วยทุกกลุ่มของจำนวนเม็ดเลือดขาวซีดี 4 เมื่อเริ่มยา ตอบสนองต่อยาได้ดีพอกัน ซึ่งตรงกันกับการศึกษาของธีรพล สุขมาก, อารี สุภาวงศ์, เพียงใจ ตัณฑชนและศุภลักษณ์ จิตนาธรรม [11].

1.2 การอ้างอิงแบบเน้นเนื้อหา (Information–prominent citation)

ใช้เมื่อผู้เขียนต้องการเน้น “ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือผลการศึกษา” มากกว่าชื่อผู้วิจัย
หลักการเขียน
1) วางหมายเลขอ้างอิงหลังข้อความหรือประโยคที่ต้องการอ้าง โดยเว้นวรรคหนึ่งเคาะก่อนวงเล็บ
2) เหมาะเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องระบุชื่อผู้วิจัยในเนื้อหา
ตัวอย่าง
ในปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease, CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีการดำเนินของโรคไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (end-stage renal disease, ESRD) ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตและการปลูกถ่ายไต (renal replacement therapy) จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีความชุกของโรคจากร้อยละ 12.3 ของประชากรในปี พ.ศ.2531-2537 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14 ของประชากรในปี พ.ศ.2548-25531 [2] ซึ่งไม่แตกต่างจากสถิติในปี พ.ศ.2560-2563 [3]

1.3 การอ้างอิงหลายรายการพร้อมกัน

หลักการเขียน
1) หากเป็น ช่วงตัวเลขต่อเนื่อง เช่น 3,4,5 ให้เขียนเป็น 3–5
2) หาก ไม่ต่อเนื่องกัน เช่น 2,5,7 ให้เขียนเป็น 2,5,7
3) หากต้องการอ้างอิง “หลายแหล่งข้อมูลประกอบแนวคิดเดียวกัน” สามารถใส่กลุ่มเลขไว้ภายหลังประโยคเดียวได้
ตัวอย่าง
การศึกษาล่าสุดในลักษณะการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ที่ได้จากการรวบรวม 100 รายงานในผู้ป่วยจำนวน 6,908,440 คน พบว่ามีความชุกของโรคไตเรื้อรังในระยะ 1-5 ร้อยละ 13.4 และในระยะ 3-5 ร้อยละ 10.6 [5,6] ดังนั้นจากความชุกดังกล่าว สามารถอนุมานได้ว่าประชากรทั่วโลกเป็นโรคไตเรื้อรังในระยะ 1-5 เป็นจำนวนถึง 843.6 ล้านคน ในปี พ.ศ. 25627 ส่วนอุบัติการณ์และความชุกของโรคไตในประเทศไทย จากข้อมูลการศึกษาผู้ป่วยโรคไตในระยะก่อนการฟอกเลือด [3,8-11] พบว่า ความชุกของโรคไตเรื้อรังพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 4.6 [9] จนถึงร้อยละ 17.5 [3]

1.4 ตำแหน่งการวางตัวเลขอ้างอิง

เพื่อความสม่ำเสมอ ควรปฏิบัติดังนี้
1) วางหมายเลขอ้างอิง หลังประโยคหรือข้อความที่อ้าง โดยวางก่อนเครื่องหมายจบประโยค เช่น “...ได้อย่างมีนัยสำคัญ [1].”
2) หากเป็นข้อความที่อยู่ในเครื่องหมายวงเล็บ สามารถวางเลขอ้างอิงนอกวงเล็บได้
3) หลีกเลี่ยงการแทรกตัวเลขในตำแหน่งที่ทำให้การอ่านไม่ลื่นไหล
ตัวอย่าง
ซึ่งในบางประเทศอาจพบได้มากจนถึงขั้นที่เรียกว่ามีการแพร่ระบาดของโรค การตรวจเนื้อไตมีลักษณะของโรคเป็น chronic interstitial nephropathy เช่น รายงานจากประเทศศรีลังกา ซึ่งเรียกว่า CKD of unknown cause (CKDu) [20] หรือรายงานจากประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง ที่เรียกว่า Mesoamericannephropathy [21] เป็นต้น

2. เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ (References)

เอกสารอ้างอิงท้ายบทความเป็นการจัดเรียงรายการอ้างอิงตามลำดับตัวเลขที่ใช้ในเนื้อหา ได้แก่ 1, 2, 3, 4, … โดยหมายเลขที่ปรากฏในส่วน References จะต้องตรงกับหมายเลขอ้างอิงในเนื้อหาเสมอ ทั้งนี้ รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงจะขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสาร เช่น บทความวารสาร หนังสือ รายงานราชการ วิทยานิพนธ์ หรือเอกสารออนไลน์ เป็นต้น หากเอกสารอ้างอิงเป็นภาษาไทยให้อ้างอิงเป็นภาษาไทย

2.1 หลักการเขียนเอกสารอ้างอิงตาม Vancouver Style

2.1.1 การเขียนชื่อผู้เขียน (Authors)
กรณีเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อขึ้นก่อนตามด้วยนามสกลุ แต่ในกรณีเป็นภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลขึ้นก่อนตามด้วยอักษรย่อของชื่อต้นและอักษรย่อชื่อกลาง (ถ้ามี) โดยไม่ใช้จุดคั่นระหว่างอักษร เช่น
ชื่ออ้างอิงภาษาไทย ชื่ออ้างอิงภาษาอังกฤษ
ธีรพล สุขมาก Sukmark T
พรทิพย์ รัตนบุรี Rattanaburi P
ปียาวรรณ์ สงชู Songchu P
สิมิลัน คีรีศรี Kirisri S
ปริศนา มณีฉาย Maneechai P
กษมาพร เที่ยงธรรม Thiengtham K
หมายเหตุ: -ในกรณีภาษาอังกฤษใช้อักษรแรกของชื่อเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ

2.1.2 ผู้เขียนหลายคน
1) ระบุได้ไม่เกิน 6 คนแรก
2) หากมีมากกว่า 6 คน ให้ใส่ “และคณะ” (et al.กรณีวารสารภาษาอังกฤษ) หลังผู้เขียนคนที่ 6
ตัวอย่าง : มุทิตา พนาสถิตย์, นันทิกา ทวิชาชาติ, พวงสร้อย วรกุล. ภาวะพุทธิปัญญาของผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรังที่เข้ารักษาแบบผู้ป่วยนอก แผนกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2551;52(1):1-15.

2.1.3 ผู้เขียนที่เป็นนิติบุคคล
ให้ระบุหน่วยงานใหญ่ก่อน ตามด้วยหน่วยงานรอง เช่น
1) World Health Organization, Epidemiology Division.
2) Mahidol University, Faculty of Nursing.

2.1.4 ชื่อเรื่องที่มีชื่อรอง (Subtitle)
ใช้เครื่องหมาย ทวิภาค (:) คั่นและเว้น 1 เคาะ เช่น
1) Nausea and vomiting: mechanisms and management.
2) Statin-induced self-management theory: a review and update.

2.1.5 ครั้งที่พิมพ์ของหนังสือ (Edition)
ใส่เฉพาะ ตั้งแต่ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป เช่น
1) 2nd ed.
2) 3rd ed.

2.1.6 สถานที่พิมพ์และสำนักพิมพ์ (สำหรับหนังสือ)
(1) เมือง – สำนักพิมพ์ – ปี
1) New York: McGraw-Hill; 2013.
2) Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2014.
3) Libertyville (IL): Hollister; 2009.
(2) ตัดคำประกอบ เช่น Inc., Co., Ltd
1) Hollister Incorporated → Hollister
2) Lexi-Comp, Inc. → Lexi-Comp
(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นหน่วยงาน
1) Nonthaburi: Department of Disease Control; 2019.
2) Geneva: World Health Organization; 2012.

2.1.7 เลขหน้า (Pages)
ให้เขียนเลขหน้าแรก–สุดท้าย โดยย่อเลขซ้ำด้านหน้า เช่น
หน้าเต็ม รูปแบบ Vancouver
10–18 10–8
1098–1105 1098–105
S104–S111 S104–11
105e–117e 105e–17e
ตัวอย่างอ้างอิงที่ประกอบด้วยชื่อผู้เขียนไม่เกิน 6 คน
(ตัวอย่างแบบบทความวารสาร: Journal Article)
1. ธณัชช์นรี สโรบล, โชคชัย โชคภัทรชัย, สุมิตรพร จอมจันทร, สมพร สิทธิสงคราม, นิตยา บุญลือ. ผลของโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มต่อความสามารถในการปรับตัวของผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ 2563;5(12):445-61.
2. Picardeau M, Bertherat E, Jancloes M, Skouloudis AN, Durski K, Hartskeerl RA. Rapid tests for diagnosis of leptospirosis: current tools and emerging technologies. Diagnostic microbiology and infectious disease. 2014 Jan 1;78(1):1-8.

รูปแบบการอ้างอิงเอกสารประเภทต่าง ๆ

I. บทความวารสาร (Journal Articles)

คำอธิบายหลักสำหรับบทความวารสาร
การอ้างอิงบทความวารสารต้องเรียงตามลำดับที่อ้างในเนื้อหา โดยรูปแบบขึ้นกับว่า
1) วารสารใช้เลขหน้าแบบต่อเนื่องทั้งเล่ม หรือ
2) ขึ้นหน้าใหม่ทุกฉบับ
3) อยู่ในรูปแบบฉบับพิเศษหรือ Supplement
4) เผยแพร่แบบออนไลน์ หรือมี DOI

1.1 วารสารฉบับปกติ

1.1.1 วารสารที่มีเลขหน้าต่อเนื่องกันทั้งปี (Continuous Pagination)

คำอธิบาย
วารสารบางฉบับใช้เลขหน้าเรียงต่อเนื่องตั้งแต่ฉบับที่ 1 ของปีจนจบ เช่น 1–100, 101–200 ในกรณีนี้ ไม่ต้องใส่เลขฉบับ (issue) ให้ระบุเฉพาะ volume และเลขหน้า

รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่:หน้าแรก–หน้าสุดท้าย.

ตัวอย่าง
Polsook R, Aungsuroch Y, Thanasilp S. Factors predicting medication adherence among Thai post myocardial infarction patients. J Health Res. 2013;27:211-6.

1.1.2 วารสารที่เลขหน้าไม่ต่อเนื่อง (มีการขึ้นหน้าใหม่ทุกฉบับ)

คำอธิบาย
ถ้าทุกฉบับในปีนั้นเริ่มหน้าใหม่ เช่น 1–50, 1–40, 1–60 ต้องระบุเลข ฉบับ (issue) ไว้ในวงเล็บถัดจากปีที่ และก่อนเลขหน้า

รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับที่):หน้าแรก–หน้าสุดท้าย.

ตัวอย่าง
Niwathayakul K, Homvijitkul J, Khow O, Sitprija V. Leptospirosis in northeastern Thailand: hypotension and complications. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2002;33(1):155-60.

1.2 วารสารฉบับเสริม (Supplement)

คำอธิบาย
วารสารบางฉบับตีพิมพ์เล่มพิเศษ เช่น Supplement ของ Volume หรือ Supplement ของ Issue ซึ่งมักใช้ตัวอักษร S นำหน้าเลขหน้า เช่น S1–S20

รูปแบบที่ 1: Supplement ของเล่ม (Suppl)
ปี;ปีที่ Suppl X:Sหน้า–Sหน้า.
ตัวอย่าง
Chittinandana A, Chailimpamontree W, Chaloeiphap P. Prevalence of chronic kidney disease in Thai adult population. J Med Assoc Thai. 2006 Aug;89 Suppl 2:S112-20.

รูปแบบที่ 2: Supplement ของฉบับ (Issue with Supplement)
ปี;ปีที่(ฉบับที่ Suppl X):Sหน้า–Sหน้า.
ตัวอย่าง
Glauser TA. Integrating clinical trial data into clinical practice. Neurology. 2002 Jun 25;58(12 Suppl 7):S6-12.

1.3 บทความวารสารออนไลน์ (E-Journal / Online Journal)

คำอธิบาย
บทความวารสารที่เผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ หากมีข้อมูลทางบรรณานุกรมของวารสารชัดเจน เช่น ปีที่เผยแพร่ ปีที่/เล่ม (volume) ฉบับที่ (issue) และเลขหน้า หรือ e-location/article number ให้ถือเป็นบทความวารสาร และจัดรูปแบบการอ้างอิงเช่นเดียวกับบทความวารสารทั่วไป โดยพิจารณาตามการมี DOI ดังนี้

1.3.1 บทความวารสารออนไลน์ที่ไม่มี DOI แต่มี URL ที่สามารถเข้าถึงบทความได้

คำอธิบาย
ใช้สำหรับบทความวารสารออนไลน์ที่มีข้อมูลทางบรรณานุกรมชัดเจน เช่น ปีที่เผยแพร่ ปีที่/เล่ม (volume) ฉบับที่ (issue) และเลขหน้า หรือ e-location/article number แต่บทความนั้นไม่มี DOI เช่น บทความในวารสารออนไลน์หรือวารสารที่เผยแพร่ในระบบ ThaiJO
ในกรณีนี้ ไม่ต้องระบุ [อินเทอร์เน็ต] และไม่ต้องระบุ [เข้าถึงเมื่อ วัน เดือน ปี] โดยให้ระบุ URL ที่สามารถเข้าถึงบทความได้ต่อท้ายรายการอ้างอิงด้วยคำว่า “เข้าถึงได้จาก:”

รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับที่):หน้าแรก–หน้าสุดท้าย. เข้าถึงได้จาก: URL
หรือกรณีบทความใช้ e-location/article number
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับที่):e-location/article number. เข้าถึงได้จาก: URL

ตัวอย่าง
วยุคุณธร์ วิวิธนาภรณ์. ปัจจัยที่มีผลต่อการเริ่มยารักษาวัณโรคปอดในผู้ป่วยวัณโรคปอดโรงพยาบาลทุ่งสง. วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข. 2569;1(1):e7291. เข้าถึงได้จาก: https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7291

หมายเหตุ
1) ควรใช้ URL ของหน้าบทความ (article landing page) หรือ URL ถาวรที่สามารถเข้าถึงและตรวจสอบบทความได้โดยตรง
2) ไม่ต้องใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) หลัง URL

1.3.2 บทความวารสารที่มี DOI

คำอธิบาย
หากบทความมี DOI (Digital Object Identifier) ให้ระบุ DOI ต่อท้ายรายการอ้างอิง โดยไม่ต้องระบุ URL เพิ่มเติม แม้ว่าบทความนั้นจะเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ก็ตาม

รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับที่):หน้าแรก–หน้าสุดท้าย. doi: DOI
หรือกรณีบทความใช้ e-location/article number
ผู้เขียน. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปี;ปีที่(ฉบับที่):e-location/article number. doi: DOI

ตัวอย่าง
1. Siegel CH, Sammaritano LR. Systemic lupus erythematosus: a review. JAMA. 2024;331(17):1480-91. doi: 10.1001/jama.2024.2315
2. Chung JB, Brudno JN, Borie D, Kochenderfer JN. Chimeric antigen receptor T cell therapy for autoimmune disease. Nat Rev Immunol. 2024;24(11):830-45. doi: 10.1038/s41577-024-01035-3

หมายเหตุ
1) หากบทความมี DOI ให้ระบุ DOI เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องใส่ URL ซ้ำ
2) ให้เขียน DOI ในรูปแบบ doi: 10.xxxx/xxxxx
3) ไม่ต้องใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) หลัง DOI
หลักการสรุปสำหรับบทความวารสาร
1) บทความมี DOI → ระบุ doi: DOI โดยไม่ต้องใส่ URL
2) บทความไม่มี DOI แต่มี URL ที่สามารถเข้าถึงบทความได้ → ระบุ เข้าถึงได้จาก: URL
3) บทความวารสารที่มีข้อมูลทางบรรณานุกรมชัดเจน เช่น volume, issue และเลขหน้า หรือ e-location/article number → ไม่ต้องระบุ [อินเทอร์เน็ต] และ [เข้าถึงเมื่อ วัน เดือน ปี]
4) ไม่ต้องใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) หลัง DOI หรือ URL

1.4 เว็บไซต์และเอกสารบนอินเทอร์เน็ต (Websites / Internet Documents)

คำอธิบาย
ใช้สำหรับข้อมูลหรือเอกสารที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์หรืออินเทอร์เน็ตซึ่งไม่ใช่บทความวารสารที่มีข้อมูลทางบรรณานุกรมในรูปแบบ volume, issue และเลขหน้า หรือ e-location/article number อย่างชัดเจน เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงาน หน้าเว็บ รายงานออนไลน์ คู่มือออนไลน์ เอกสารเผยแพร่ขององค์กร หรือข้อมูลจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์
เอกสารประเภทนี้ให้ระบุว่าเป็นแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตด้วยคำว่า [อินเทอร์เน็ต] ระบุวันที่เข้าถึงข้อมูลด้วยคำว่า [เข้าถึงเมื่อ วัน เดือน ปี] และระบุ URL เต็มหลังคำว่า “เข้าถึงได้จาก:”

รูปแบบ
ผู้เขียน/หน่วยงาน. ชื่อเรื่อง [อินเทอร์เน็ต]. สถานที่เผยแพร่: ผู้เผยแพร่; ปี [เข้าถึงเมื่อ วัน เดือน ปี]. เข้าถึงได้จาก: URL

ตัวอย่าง
พันธ์ชัย รัตนสุวรรณ. ตำราระบาดวิทยาสำหรับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์: สำนักวิชาแพทยศาสตร์; 2561 [เข้าถึงเมื่อ 5 มิถุนายน 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://smd.wu.ac.th/wp-content/uploads/2017/12/ตำราระบาดวิทยา.pdf4

หมายเหตุ
1) วันที่สืบค้นให้ใช้วันที่ผู้เขียนเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์นั้นจริง
2) ควรใช้ URL ที่นำไปยังเอกสารหรือหน้าเว็บที่อ้างอิงโดยตรง ไม่ควรใช้เพียง URL ของหน้าแรกของเว็บไซต์ หากมี URL เฉพาะของเอกสารนั้น
3) ไม่ต้องใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) หลัง URL

II. หนังสือ (Books)

2.1 หนังสือทั้งเล่ม

คำอธิบาย
ระบุผู้เขียน ชื่อหนังสือ ครั้งที่พิมพ์ เมือง สำนักพิมพ์ และปี

รูปแบบ
ผู้เขียน. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมือง: สำนักพิมพ์; ปี.

ตัวอย่าง
Wilkinson IB, Raine T, Wiles K, Goodhart A, Hall C, O’Neill H. Oxford handbook of clinical medicine. 10th ed. Oxford: Oxford University Press; 2017.

2.2 บทหนึ่งในหนังสือ (Chapter in Book)

คำอธิบาย
อ้างเฉพาะบท ใช้ชื่อผู้เขียนบท แล้วใส่ “In:” ตามด้วยบรรณาธิการ

รูปแบบ
ผู้เขียนบท. ชื่อบท. In: บรรณาธิการ, editors. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมือง: สำนักพิมพ์; ปี. p.หน้า–หน้า.

ตัวอย่าง
Spicker P. Austerity and poverty. In: Bent G, editor. Handbook on austerity, populism and the welfare state. Cheltenham (UK): Edward Elgar Publishing; 2021. p. 142-153.
หมายเหตุเกี่ยวกับครั้งที่พิมพ์ (Edition)
กรณีหนังสือพิมพ์ครั้งแรกและไม่ปรากฏข้อความระบุครั้งที่พิมพ์ในหนังสือ ไม่ต้องระบุ “พิมพ์ครั้งที่ 1” ในรายการอ้างอิง ให้ระบุครั้งที่พิมพ์เฉพาะเมื่อแหล่งข้อมูลระบุไว้ โดยเฉพาะฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป

III. วิทยานิพนธ์ (Thesis / Dissertation)

คำอธิบาย
การอ้างอิงวิทยานิพนธ์ เป็นการระบุแหล่งที่มาของผลงานทางวิชาการซึ่งเป็นงานวิจัยขั้นสูงที่จัดทำขึ้นเพื่อสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้แก่
1. โครงงานระดับปริญญาตรี (Senior Project)
2. วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท (Thesis)
3. ดุษฎีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก (Dissertation)
เอกสารประเภทนี้มักจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ห้องสมุด หรือคลังปัญญาดิจิทัล และมีความสำคัญทางวิชาการ เนื่องจากเป็นงานวิจัยต้นฉบับที่ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาอย่างเป็นระบบ สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งอ้างอิงทางทฤษฎี วิธีวิจัย หรือผลการศึกษาในการเขียนบทความทางวิชาการและงานวิจัยอื่น

สิ่งสำคัญที่ต้องระบุในการอ้างอิงวิทยานิพนธ์
การอ้างอิงวิทยานิพนธ์ตามหลัก Vancouver ควรระบุข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสืบค้นแหล่งที่มาได้อย่างถูกต้องและชัดเจน โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้

1. ชื่อผู้แต่ง
ระบุชื่อ–นามสกุลของผู้จัดทำวิทยานิพนธ์ หากเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อภาษาไทย

2. ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์
ระบุชื่อเรื่องเต็มตามต้นฉบับ โดยใช้ภาษาตามภาษาของเอกสาร

3. ประเภทของผลงาน
ระบุชนิดของผลงานในวงเล็บเหลี่ยม เช่น
1) [วิทยานิพนธ์] สำหรับปริญญาโท
2) [ดุษฎีนิพนธ์] สำหรับปริญญาเอก
3) [โครงงาน] สำหรับปริญญาตรี

4. สถานที่พิมพ์
ระบุชื่อจังหวัดหรือเมืองที่ตั้งของสถาบันการศึกษา

5. ชื่อสถาบันการศึกษา
ระบุชื่อมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่รับรองผลงาน

6. ปีที่สำเร็จการศึกษา
ระบุปี พ.ศ. สำหรับเอกสารภาษาไทย

ตัวอย่าง
1. พรทิพย์ รัตนบุรี. ผลของโปรแกรมการโค้ชแบบโกรว์ของผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นต่อสมรรถนะการปฏิบัติราชการของพยาบาลวิชาชีพจบใหม่ โรงพยาบาลทุ่งสง [วิทยานิพนธ์]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2564.
2. ปริศนา มณีฉาย. ผลของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ โรงพยาบาลทุ่งสง [ดุษฎีนิพนธ์]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2564.

ศึกษาเพิ่มเติม: สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงแบบ Vancouver ได้จาก NLM’s Sample References webpage